ขึ้นฝั่งกับสั่นไหว

March 10, 2007

ในที่สุดผมก็กลับมา
แผ่นดินไหว ปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาหลังจากเหน็ดเหนื่อย กับการเดินทาง
มันเป็นแค่หนึ่งจังหวะเท่านั้นก็การสั่นไหว
แต่มันคือครั้งแรกในชีวิตผม
ยังไม่ทันจะได้ตกใจ มันก็จากเราไปซะแล้ว
สิ่งที่ตามมา นั่นคืออินเตอร์เน็ทผมอ่อนพลังลงไปมาก
นี่ไม่ใช่ข้ออ้างในการหายไปของผมหรอกครับ
มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการคิดเรื่องไม่ออก
ความตั้งใจแรก ที่คิดไว้เมื่อเดือนปลายธันวาคม
อยากเขียนเรื่องแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในซานฟราน กับคลื่นยักษ์ ซัดเมืองไทย
เพราะปีที่ผมมาเค้าเพิ่งฉลองครบรอบเหตุการณ์
ไม่ใช่สิ ไม่ใช่ฉลอง เรียกว่ารำลึกถึงจะเหมาะกว่า
ภาพเก่าๆของเมืองที่พังทลาย ถูกแปะไว้ทั่วเมือง museum จัดexhibition ถึงเหตุการณ์นี้ ร้านหนังสือ วางขาดหนังสือภาพเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่มีใครพูดถึง แต่ทุกคนรู้
26 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมเปิดช่อง discovery ซึนามิคือสิ่งที่เค้าพูดถึงกัน
จากมุมมองของโลกทางฝั่งตะวันตก
ที่คุ้นเคยกับทอร์นาโด พายุหมุนและแผ่นดินไหวมากกว่า
จึงเกิดคำถามขึ้นว่า
คนทางฝั่งโน้นทำอะไรกันอยู่ในระหว่างที่เครื่องกำลังเดินทางไปหาพวกเค้า
ผมนิ่งอึ้งกับคำถามที่เหมือนทีวีจะถามมาที่ผม

“แผ่นดินไหว ปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาหลังจากเหน็ดเหนื่อย กับการเดินทาง
มันเป็นแค่หนึ่งจังหวะเท่านั้นก็การสั่นไหว
แต่มันคือครั้งแรกในชีวิตผม
ยังไม่ทันจะได้ตกใจ มันก็จากเราไปซะแล้ว”

แต่ซึนามิมันไม่ได้จากเราไปเฉยๆ….

บทความนี้ผมเขียนไว้นานแล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครได้อ่าน ผมเลยเอามาแปะไว้
เพราะมันพอจะเข้ากับเนื้อหาข้างบนบ้างไม่มากก็น้อยครับ

ด้ายแดงที่ขาดหาย
text : h2o Dec29,04
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”
ภายในห้องหนึ่ง…เต็มไปด้วยเศษกระดาษ และขยะเกลื่อนเต็มห้อง
ทีวีเครื่องหนึ่ง…ถูกเปิดทิ้งไว้
ช่องสัญญาณหนึ่ง…กำลังแสดงภาพเคลื่อนไหว
ตัวละครตัวหนึ่ง…พูดว่า “เราทุกคนจะมีด้ายแดงผูกไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วโยงไปสู่อีกปลายนิ้วของคนที่เป็นคู่กับเรา”
ฉับพลันภาพจากช่องสัญญาณทีวีก็เปลี่ยนไป
จากประโยคชวนจินตนาการแบบชวนฝัน
กลับกลายเป็นภาพข่าว
“จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวบริเวณเหนือเกาะสุมาตราประมาณความแรงได้ 8.9 เรกเตอร์
ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ Tsunami เข้ามาถล่มชายฝั่งตะวันตกของภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดภูเก็ต”
ครั้งแรกที่ผมได้รู้ข่าวนี้มาจากการฟัง
ผมรู้สึกคุ้นกับคำว่า Tsunami มาก
ไม่ทันที่จะได้ใช้กระบวนการคิด
ผมก็เหลือบเห็นโปสการ์ดที่แปะไว้ที่ผนังห้อง
มันเป็นโปสการ์ดซื้อมาจากญี่ปุ่น มันแสดงภาพวาด
ในตำนานของคลื่นใหญ่ยักษ์ ที่ถาโถม
เข้าสู่ฝั่งที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนและผู้คน
ชื่อของภาพคือ Tsunami
นัยย์ตาผมเบิกโพลงรีบหันกลับไปดูภาพข่าว
ที่เป็นผลจากการมาของคลื่นสัญชาติญี่ปุ่น
แต่มาเติบโตในเมืองไทย จนได้ความสูงกว่า 10 เมตร
จนทำให้ชายหาดและหมู่เกาะที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามเป็นอันดับต้นๆของโลก
และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่หนีหนาวมาพึ่งร้อน
กลายสภาพเป็นพื้นที่โล่งแต่ไม่เตียน
เพราะเต็มไปด้วยเศษซากอาคาร สิ่งก่อสร้าง
และซากศพที่ผ่านการจมน้ำมาเมื่อไม่กี่นาทีมานี้
เพียงแค่ไม่กี่นาทีที่คลื่นยักษ์โถมเข้ามา
มันรั้งด้ายแดงที่ปลายนิ้วของหลายคน ต้องขาดสะบั้น
ทั้งๆที่หลายคนพยายามยื้อไม่ให้ด้ายแดงของคนที่รักขาด บางคนทำได้ แต่หลายคนก็ไม่สามารถจะยื้อมันเอาไว้ได้
ลูกพลัดจากอก?ไปกับกระแสน้ำ
สามีพลัดจากภรรยาไปกับกระแสน้ำ
เพื่อนพลัดกับเพื่อนไปกับกระแสน้ำ
มันเร็วมาก เร็วจนบางคนแม้แต่จะรั้งชีวิตตัวเองไว้ยังไม่อาจจะทำได้
ภาพที่ออกมาจากข่าวสะเทือนใจคนทั้งประเทศ
รวมถึงคนทั้งโลกด้วยเพราะไม่นานนัก
คลื่นยักษ์ก็เดินทางไปถึงศรีลังกาและ อินเดีย
โดยที่ความแรงไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย
ซ้ำยังอาจจะแรงกว่าด้วยซ้ำไป การประมาณการไม่ผิด
หมื่นกว่าคนในศรีลังกาถูกกลืนชีวิตหายไปกับกระแสน้ำที่ถาโถม
หลายคนออกมาตั้งข้อสงสัยว่า
เหตุใดจึงไม่มีการเตือนภัยล่วงหน้าเลย
คำตอบได้ออกมาว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหว
เราไม่สามารถที่จะรู้ก่อนได้ว่าเมื่อไรที่แผ่นดินจะเคลื่อนที่ และเนื่องจากว่าเหตุการณ์คลื่นยักษ์Tsunami ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในพื้นที่แถบนี้ จึงทำให้ไม่มีการระวังป้องกัน
ซึ่งก็ต้องเข้าสำนวนไทยที่ว่า
ต้องรอให้วัวหายก่อนแล้วค่อยล้อมคอก
แต่เหตุการณ์เช่นนี้ไม่มีใครอยากให้มันเกิด
สิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้คือการช่วยเหลือกันและกัน
ทั้งการส่งสิ่งของจำเป็น การบริจาคเลือด
หรือแม้แต่การส่งกำลังใจ
หลายคนยังตามหาปลายของด้ายแดงที่หายไป
และอีกหลายคนที่แม้แต่ด้ายแดงที่เคยมัดไว้กับปลายนิ้วของตนก็ถูกพัดหายไปกับกระแสน้ำ
หลังจากเหตุการณ์นี้หลายคน จะต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่มีอีกคนที่อีกปลายของด้ายแดง
และอีกหลายคนที่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีด้ายแดงที่ปลายนิ้ว
ธรรมชาติเลือกที่จะให้คนเราเกิดมาคนเดียวพร้อมด้ายแดงที่ปลายนิ้ว
ธรรมชาติเลือกที่จะให้คนเราขวนขวายหาอีกคนที่ปลายของด้ายแดง
แล้วธรรมชาติก็เลือกที่จะตัดด้ายแดงนั้นให้ขาดสะบั้น อย่างไม่ใยดีกับคนที่อยู่ที่ปลายทั้งสองข้าง
แต่ธรรมชาติก็เลือกที่จะให้กาลเวลา เป็นzผู้ปลอบโยนให้มนุษย์ค่อยๆเรียนรู้กับการอยู่กับตัวเอง
….ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนที่ต้องประสบกับเหตุการณ์ร้ายๆนี้ด้วยครับ


เหยียบ board ออกแล่น

January 15, 2007

มีคนเคยบอกว่า ซานฟรานซิสโกไม่เหมาะกับการเล่น Skateboard
เพราะสภาพพื้นผิวของเมืองที่เป็นเนินสูงต่ำมากเกินกว่าจะควบคุมได้
คนมาอยู่ใหม่ๆอย่างผมยังสงสัยเลยว่าจะตั้งเมืองทั้งทีทำไมเลือกสร้างกันซะลำบาก
จะปีนขึ้นปีนลงกันทำไมหนักหนา

มีคนเคยบอกว่า ซานฟรานซิสโกไม่เหมาะกับการเล่น Surfboard
เพราะอุณหภูมิของน้ำจากมหาสมุทรแปซิฟิกนั้นสุดแสนหนาวเย็น
จนมีการสร้างคุกชื่อดังว่า Alcatraz คุกที่ยากยิ่งต่อการหลบหนี
ถึงแม้จะตั้งอยู่ใกล้ฝั่งซานฟรานซิสโก เพียงไม่กี่นาทีเรือแล่น หรือ 30 นาทีคนว่าย
แต่ทะเลที่นี่มันมีดีที่จะสร้างคุกได้เพราะ แค่ 10 นาที คนว่ายก็ได้ไปว่ายในอีกภพแล้ว
จากความเย็นของผืนน้ำนั่นเอง

มีคนเคยบอกว่า ซานฟรานซิสโกไม่เหมาะกับการเล่น Snowboard
เพราะถึงเมืองนี้เป็นเมืองหนาวตลอดปีก็จริง แต่ไม่มีหิมะ
ดังนั้นการเล่นกีฬาทางหิมะ จึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ในเมืองนี้
…..

แม้ไม่มีใครบอก แต่ผมเห็นมาว่า ซานฟรานซิสโก มีจำนวนคนเล่น Sketchboard
มากเป็นอันดับต้นๆของอเมริกาเลยทีเดียว
มากพอๆกับรถมินิบัสที่วิ่งไล่ทับคนอยู่ในกรุงเทพมหานคร
แต่มารยาทของชาวเด็กบอร์ดเค้าดีกว่ากระเป๋า กระปี๋ ในกล่องเขียวเดนตายเยอะ
ถึงแม้เค้าไม่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่แท้ๆ

แม้ไม่มีใครบอก แต่ผมเห็นมาว่า ซานฟรานซิสโก มีจำนวนคนเล่น Surfboard
ที่ชายหาด กลุ่มคนในชุดกันน้ำแนบเนื้อ ยืนรอก้อนคลื่นใหญ่
เพื่อจะวิ่งถลาลงไปโต้กับมันสักยก และกลับมารอคลื่นก้อนใหม่ในยกต่อไป
ถึงแม้อากาศจะหนาว และลมจะแรง แต่เกรียวคลื่นก็เกินห้ามใจกันได้

แม้ไม่มีใครบอก แต่ผมเห็นมาว่า ซานฟรานซิสโก มีจำนวนคนเล่น Snowboard
บนถนนที่ ทางเมืองสั่งปิดแล้วถมพื้นด้วยหิมะหนาสีขาว
ปรับสภาพให้เป็นลานเล่นกีฬาทางหิมะจนได้
โดยอาศัยสภาพพื้นผิวแบบเนินสูงต่ำ ที่เหมาะกับการลื่นไหลโดยแท้

หรือว่าพวกเราเกิดมาในเมืองที่มีพร้อมทุกอย่าง
เรามีทรัพยากร เรามีอารยธรรม เรามีวัฒนธรรม
ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่คนเก่าก่อนรังสรรค์ขึ้นมา
หรือแม้กระทั้งธรรมชาติได้สร้างมาให้พวกเราไว้แล้ว

มีคนเคยบอกว่า บ้านเรามีความสมบูรณ์มาก
คนเราจึงไม่ต้องการแสวงหาจนรามถึงความขี้เกียจ
และมักสร้างข้อแม้ให้ตัวเอง ด้วยคำว่า ไม่ได้
ว่าสิ่งนี้ทำไม่ได้ สิ่งนั้นทำไม่ได้

ชีวิตเรายืนอยู่บนเส้นระหว่างคำว่า ได้ และไม่ได้อยู่ตลอดเวลา
จะมีสักกี่คนที่กล้ากระโดดเข้าหาคำว่าไม่ได้ แล้วลบคำว่า ไม่ ออก
ด้วยยางลบในตัวของเค้าเอง


ล่องลอยกับเกลียวคลื่น

January 14, 2007

ขอเปิดตัวเปิดใจไปกับตัวหนังสือ กับคลื่นไซเบอร์ก้อนนี้ด้วยคนนะครับผม
ปลายนิ้วสัมผัสแป้นคีบอร์ด ราวกับปลายเท้าวางบนแผ่นกระดานโต้คลื่น
ถ้าคลื่นเบา ผมคงต้องลงว่าย เฝ้ารอคลื่นใหญ่เข้าถาโถม

ผมขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับผม ช่วยดึงแขนกันได้ครับตอนที่ผมใกล้จมคลื่นไซเบอร์
:)


Hello world!

January 13, 2007

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!